วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ทฤษฎีของกลุ่มที่เน้นการเรียนรู้และการเชื่อมโยงความคิด (Apperception)

ทฤษฎีของกลุ่มที่เน้นการเรียนรู้และการเชื่อมโยงความคิด (Apperception)

            Dr.Surin (http://surinx.blogspot.com/)     แฮร์บาร์ต เชื่อว่าการเรียนรู้มี 3 ระดับคือขั้นการเรียนรู้โดยประสาทสัมผัส (sense activity) ขั้นจำความคิดเดิม (memory characterized) ขั้นเกิดความคิดรวบยอดและเข้าใจ (conceptual thinking or understanding) และ การเรียนรู้เกิดจากการที่บุคคลได้รับประสบการณ์ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 และสั่งสมประสบการณ์หรือความรู้เหล่านี้ไว้ การเรียนรู้นี้จะขยายขอบเขตออกไปเรื่อย ๆ เมื่อบุคคลได้รับประสบการณ์หรือความรู้ใหม่เพิ่มขึ้น โดยผ่านกระบวนการเชื่อมโยงและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ใหม่กับความรู้เดิมเข้าด้วยกัน (apperception)

           ณัชชากัญญ์   วิรัตนชัยวรรณ (http://www.learners.in.th/blog/natchakan/386486)  การเรียนรู้เกิดจากแรงกระตุ้นภายนอกหรือสิ่งแวดล้อม (neutral - passive) การเรียนรู้เกิดจากการที่บุคคลได้รับประสบการณ์ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 (sensation) และความรู้สึก (feeling) คือ การตีความหรือแปลความหมายจากการสัมผัส การจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้จึงเน้นให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจได้เป็นอย่างดี

           John Locke (2550:36)  เป็นผู้ที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เกี่ยวกับความรู้ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด เขากล่าวว่า การเรียนรู้ประกอบด้วยการที่บุคคล ได้รับความคิดหรือประสบการณ์ต่างๆ เข้าไปยังสมองที่ว่างเปล่า ความคิดต่างๆที่เข้ามาสู่ในสมองนั้น โดยประสาทสัมผัส เรียกว่า “ประสบการณ์”

สรุป การเรียนรู้เกิดจากการที่บุคคลได้รับประสบการณ์ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5โดยผ่านกระบวนการเชื่อมโยงและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ใหม่กับความรู้เดิมเข้าด้วยกันและการเรียนรู้เกิดจากแรงกระตุ้นภายนอกหรือสิ่งแวดล้อม (neutral - passive)

ที่มา :     Dr.Surin (http://surinx.blogspot.com/). [ออนไลน์
                เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555
                ณัชชากัญญ์   วิรัตนชัยวรรณ (http://www.learners.in.th/blog/natchakan/386486) . [ออนไลน์
                เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555
                พรรณี ช.เจนจิต. (2550).จิตวิทยาการสอน.กรุงเทพฯ:เจริญวิทย์การพิมพ์

ทฤษฎีของกลุ่มที่เน้นการพัฒนาไปตามธรรมชาติ(Natural Unfoldment)

ทฤษฎีของกลุ่มที่เน้นการพัฒนาไปตามธรรมชาติ(Natural Unfoldment)

           Fred (2550:25)ได้รวบรวมทฤษฎีเน้นการพัฒนาไปตามธรรมชาติไว้ว่า พัฒนาการของเด็กเป็นไปตามธรรมชาติ ควรปล่อยเด็กให้เป็นอิสระ ไม่เข้มงวดกวดขัน ผู้ใหญ่ไม่ควรยุ่งวุ่นวายกับเด็กเกินไป เพราะเด็กแต่ละคนรู้ ว่าตัวเองต้องการอะไร รู้ว่าตัวเองแค่ไหนถึงจะพอ  แต่จากการที่ผู้ใหญ่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเด็กเพื่อสนองความต้องการของผู้ใหญ่ จะทำให้เด็กคับข้องใจ และจะส่งผลให้เกิดปัญหาทีหลัง

           รุสโซ ( www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=75.5;wap2 ) ได้รวบรวมทฤษฎีเน้นการพัฒนาไปตามธรรมชาติไว้ว่า   ไม่เชื่อเรื่องบาปกำเนิด (Original Sin) ตรงกันข้าม เขาชื่อว่า บาปชั่วเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ได้พัฒนาชีวิตสังคม (a society) ชีวิตมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติได้รับแรงบันดาลใจจากความดื่มด่ำกับธรรมชาติ  (a natural sentiment-amour de soi) ที่น้อมนำให้สัตว์ทั้งหลายได้รับการปกป้องคุ้มครองจากมนุษย์  และกระทำไปด้วยเหตุผลและความเมตตาสงสาร ก่อให้เกิดมนุษยธรรม (Humanity)  และคุณธรรม (Virtue)  ในทางกลับกัน เมื่อมนุษย์ได้พัฒนาสัญญาประชาคม มนุษย์ก็ได้ผลิตความชั่วร้ายขึ้นมา  และจากนั้นไปก็ได้รับแรงบันดาลใจ  จากความรู้สึกประทับใจเทียมจอมปลอม  (an artificial sentiment – amour propre)  ที่เกิดขึ้นมาจากสังคมที่ครอบงำบุคคลให้ต้องทำตามทำให้มนุษย์สูญสิ้น

           เฟรดริด วิลเฮม เฟรอเบล  (http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=0ce4f9bd3ee56bb8)  ได้รวบรวมทฤษฎีเน้นการพัฒนาไปตามธรรมชาติไว้ว่า เด็กมีความสามารถในสิ่งดีงาม มาตั้งแต่เกิด เด็กปฐมวัยควรจะเรียนรู้ด้วยการเล่น การแสดงออกอย่างอิสระ เด็กควรได้รับประสบการณ์จากการเรียนรู้ทั้งนอกชั้นและในชั้นเรียน กระบวนการเรียนการสอนของเฟรอเบล เน้นการเล่นอย่างมีความหมาย ครูต้องมีแผนการจัดประสบการณ์ มีอุปกรณ์ และการกิจกรรมที่ เหมาะสม มีการกระตุ้นเร้าความสนใจของเด็ก การสอนที่สำคัญของครูปฐมวัยคือ ต้องมีแผนการสอน สอนระเบียบเมื่อเด็กเล่นเสร็จ บรรยากาศในการเรียนเน้นความเป็นธรรมชาติ โรงเรียนต้อง สวยงาม ผู้ปกครองได้รับการฝึกอบรมให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอย่างถูกต้อง
          
          สรุป พัฒนาการของเด็กเป็นไปตามธรรมชาติว่า เด็กมีความสามารถในสิ่งดีงาม มาตั้งแต่เกิด เด็กจะเรียนรู้ด้วยการเล่น การแสดงออกอย่างอิสระ เด็กควรได้รับประสบการณ์จากการเรียนรู้ทั้งนอกชั้นและในชั้นเรียน โดยที่ครูเป็นเพียงผู้ชี้แนวทางเท่านั้น

ที่มา :   พรรณี ช.เจนจิต. (2550).จิตวิทยาการสอน.กรุงเทพฯ:เจริญวิทย์การพิมพ์
             รุสโซ (www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=75.5;wap2 - แคช. [ออนไลน์]    
             เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เดือนมิถุนายน พ.ศ.  
             เฟรดริด วิลเฮม เฟรอเบล    (http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=0ce4f9bd3ee56bb8).[ออนไลน์]
             เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555
          
          

ทฤษฎีของกลุ่มที่เน้นการฝึกจิตหรือสมอง (Mental Discipline)

          ทฤษฎีของกลุ่มที่เน้นการฝึกจิตหรือสมอง (Mental Discipline)

                  http://www.niteslink.net/web/?name=webboard&file=read&id=7    ได้รวบรวมทฤษฎีเน้นการฝึกจิตหรือสมองไว้ว่า   ออกุสติน จอห์น คาลวิน และคริสเตรียน โวล์ฟ  เป็นนักคิดกลุ่มที่เน้นการฝึกจิตหรือสมองนี้ที่มีความเชื่อเรื่องกลุ่มที่เชื่อในพระเจ้า (Theistic Mental Discipline)  เป็นผู้ที่กล่าวว่า  มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความชั่ว การกระทำใด ๆ ของมนุษย์เกิดมาจากแรงกระตุ้นภายในตัวมนุษย์เอง (Bad-active) มนุษย์พร้อมที่จะทำความชั่วหากไม่ได้รับการสั่งสอนอบรม สมองของมนุษย์นั้นแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ซึ่งหากได้รับการฝึกอย่างเหมาะสมจะช่วยทำให้เกิดความเข้มแข็ง สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ และการฝึกสมองหรือฝึกระเบียบวินัยของจิตเป็นสิ่งจำเป็น ต่อการพัฒนาให้มนุษย์เป็นคนดี และ ฉลาด การฝึกฝนสมองให้รู้จักคิด ต้องใช้วิชาที่ยาก เช่น วิชาคณิตศาสตร์ ปรัชญา ภาษาลาติร ภาษากรีก และคัมภีร์ไบเบิล เป็นต้น
                 
                 ครูบ้านนอกดอทคอม (http://www.kroobannok.com) ได้รวบรวมทฤษฎีเน้นการฝึกจิตหรือสมองไว้ว่า  ทฤษฎีของกลุ่มที่เน้นการฝึกจิตหรือสมอง(Mental Discipline) นักคิดกลุ่มนี้มีความเชื่อว่า จิตหรือสมองหรือสติปัญญา(mind) สามารถ พัฒนาให้ปราดเปรื่องได้โดยการฝึก ในการฝึกจิตหรือสมองนี้ทำได้โดยให้บุคคลเรียนรู้สิ่งที่ยากๆ ยิ่งยากมากเท่าไร จิตก็จะได้รับการฝึกให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น หลักการในการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้เน้นการพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ โดยการกระตุ้นความรู้ในตัวผู้เรียนให้แสดงออกมา วิธีการสอนแบบโส-เครติส(Socratic Method) และวิธีการสอนแบบบรรยาย(Didactic Method) เป็น วิธีการสอนตามทฤษฏีนี้ที่ใช้คำถามเพื่อดึงความรู้ในตัวผู้เรียนออกมาให้ กระจ่างชัดและช่วยเพิ่มเติมประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียน ซึ่งเป็นวิธีการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้

                   ยินดี เจ้าแก้ว (http://school.obec.go.th/sup_br3/rn_05.htm) ได้รวบรวมทฤษฎีเน้นการฝึกจิตหรือสมองไว้ว่า พลาโต และ อริสโตเติล นักคิดกลุ่มนี้เชื่อว่าการเรียนรู้ ว่ามนุษย์สามารถพัฒนาความสามารถของมนุษย์เองไม่ใช่พระเจ้า มนุษย์เกิดมามีลักษณะที่ไม่ดี ไม่เลว และการกระทำของมนุษย์เกิดจากแรงกระตุ้นภายใน (neutral-active) และมนุษย์มีเหตุผลและพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง มนุษย์มีอิสระที่จะเลือกทำตามความเข้าใจและเหตุผลของตน ถ้าหากได้รับการฝึกฝนอบรม และมีความรู้มาตั้งแต่เกิด แต่ถ้าขาดการกระตุ้นแล้วความรู้ก็จะไม่แสดงออกมา 

                 สรุป  ทฤษฎีของกลุ่มที่เน้นการฝึกจิตหรือสมองเชื่อว่าจิตหรือสมองหรือสติปัญญา(mind) สามารถ พัฒนาให้ปราดเปรื่องได้โดยการฝึก ในการฝึกจิตหรือสมองนี้ทำได้โดยให้บุคคลเรียนรู้สิ่งที่ยากๆ ยิ่งยากมากเท่าไร จิตก็จะได้รับการฝึกให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น หลักการในการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้เน้นการพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยการกระตุ้นความรู้ในตัวผู้เรียนให้แสดงออกมา

ที่มา :     http://www.niteslink.net/web/?name=webboard&file=read&id=7). [ออนไลน์]
               เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555
               http://www.kroobannok.com. [ออนไลน์]   
               เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555      
              (http://school.obec.go.th/sup_br3/rn_05.htm).[ออนไลน์).
               เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555